ในวันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมา งาน ‘เอาแฮง’ ทำเพิงพื้นที่ใช้สอยส่วนกลางและอาคารต่าง ๆ สำหรับการพักผ่อนได้เกิดขึ้น ณ พื้นที่ ‘เลิงน้ำจั้น’ ซึ่งเป็นพื้นที่ของเทศบาลเมืองมหาสารคาม ขนาดประมาณ 33 ไร่ อยู่ใจกลางเมืองมหาสารคาม
ตั้งแต่เมื่อประมาณช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2568 เทศบาลเมืองมหาสารคามได้อนุญาตให้สมาชิก ‘สวนผักคนเมืองสารคาม’ เข้าใช้พื้นที่ ‘เลิงน้ำจั้น’ เป็นสถานที่ทำแปลงผักรวมหรือแปลงผักส่วนกลาง


ตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมา สมาชิกชาว ‘สวนผักคนเมือง’ จาก 4 ชุมชนเมืองมหาสารคาม อันได้แก่ ชุมชนตักสิลา 1 ชุมชนเครือวัลย์ 2 ชุมชนบ้านแมด และชุมชนโพธิ์ศรี 1 จึงได้ร่วมกันลงทุน ลงแรง และลงใจ สร้างทำสวนผักอินทรีย์แปลงรวมของมหาสารคามขึ้นมา กระทั่งเป็นที่เลื่องชื่อ
ผลผลิตผักสวย ๆ และปลอดภัยจาก ‘เลิงน้ำจั้น’ เริ่มมีออกมาสู่ตลาดท้องถิ่นตั้งแต่ประมาณกลางปี 2568 โดยช่วงแรกเป็นการถามหาและซื้อขายกันในเครือข่ายและบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ต่อมาก็ได้ขยับขยายไปเปิดแผงขายประจำสัปดาห์ที่ตลาดบริเวณด้านหน้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. สาขามหาสารคาม ซึ่งเปิดเป็นประจำทุก ๆ วันอังคาร
จนกระทั่งวันนี้ ในวาระครบ 1 ขวบปี สวนผักรวม ‘เลิงน้ำจั้น’ ก็ได้เวลาขยายตัวพอดี
ขยายพื้นที่รองรับสมาชิกที่เพิ่มขึ้น 8 ชุมชน



“พรุ่งนี้มีนัดเอาแฮงกันทำเพิงนะครับ ใครพอมีเวลามาช่วยกัน มีค้อน มีด เลื่อย เสียม เอามานำเด้อ ห่อข้าวมาพร้อม กับข้าวค่อยมาเฮ็ดช่วยกัน” ข้อความนี้ ชัยสิทธิ์ แนวน้อย ผู้ประสานงานหลักโครงการสวนผักคนเมือง ชุมชนเมืองมหาสารคาม เขียนเข้ามาในกลุ่มไลน์ ‘สวนผักคนเมืองสารคาม’ เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา
การนัดรวมพลเอาแรงเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 นับเป็นการขยับก้าวแรกในเรื่องการขยายแปลงรวมผักอินทรีย์ของชาว ‘สวนผักคนเมืองสารคาม’ ภายหลังจากที่ได้พูดคุยและเตรียมการกันมาก่อนแล้ว เกี่ยวกับการขยายสมาชิกชาว ‘สวนผักคนเมืองสารคาม’ เพิ่มออกไปอีก 8 ชุมชน ประกอบไปด้วยชุมชนตักสิลา 2 ชุมชนศรีสวัสดิ์ 2 ชุมชนธัญญา 3 ชุมชนสามัคคี 2 ชุมชนส่องเหนือ ชุมชนอุทัยทิศ 4 ชุมชนโพธิ์ศรี 2 และชุมชนมหาชัย
ชัยสิทธิ์ให้ข้อมูลว่า ทั้ง 8 ชุมชนใหม่ที่เข้ามาเป็นสมาชิกนี้ได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลเมืองมหาสารคาม ซึ่งต้องการให้การปลูกผักอินทรีย์และการบริโภคพืชผักปลอดภัยแพร่ขยายกว้างขวางขึ้นในพื้นที่เมืองมหาสารคาม ภายหลังจากรับช่วงให้การอุดหนุนในด้านต่าง ๆ แก่ 4 ชุมชนเดิมที่ริเริ่มทำ ‘สวนผักคนเมือง’ กับโครงการสวนผักคนเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) หรือ มกย. มาตั้งแต่ช่วงปี 2567 ครั้งนี้จึงถือได้ว่าเป็นการขยายตัวครั้งใหญ่ครั้งแรก
ขยายพื้นที่สวนเพิ่มหนึ่งเท่า




อย่างไรก็ตาม การทำเพิงพัก ที่นั่งเล่น ที่ล้างผัก โรงครัว และที่วางสินค้าจำหน่าย เป็นเพียงส่วนขยายแรก ขณะที่ส่วนขยายหลักมีการนัดกันทำในสัปดาห์ต่อมา วันที่ 25 เมษายน โดยเป็นการ ‘เอาแฮง’ ร่วมกันทั้งสมาชิกเก่าและใหม่ รวม 12 ชุมชน
ชัยสิทธิ์บอกเล่าว่า การขยายแปลงเพิ่มได้ใช้พื้นที่ว่างทางฟากตะวันออกของ ‘เลิงน้ำจั้น’ โดยทำเป็นลักษณะแปลงติดดิน ยกขอบด้วยกระเบื้องเก่าของเทศบาลที่มีอยู่แล้ว ทั้งหมดเป็นแปลงขนาด 1×3 เมตร จำนวน 48 แปลง นอกจากนั้นยังมีโต๊ะยกสูงอีก 6 แปลง ซึ่งได้มาจากชุมชนโพธิ์ศรีที่ต้องการปรับภูมิทัศน์ และแก้ปัญหาของชุมชนที่มีคนคอยมาเก็บเอาผลผลิตไปทั้งที่ไม่ได้ร่วมลงแรงทำอะไร ชุมชนโพธิ์ศรีจึงยกแคร่ปลูกผัก 6 ตัวมาให้เป็นส่วนหนึ่งของการขยายแปลงรวมในครั้งนี้ รวมแล้วแปลงใหม่จึงมี 54 แปลง
ในแง่พื้นที่ใช้งาน แปลงส่วนขยายใหม่ถือว่ามีขนาดเนื้อที่พอ ๆ กันกับแปลงเดิมของ 4 ชุมชน นั่นคือใช้พื้นที่ประมาณ 2 งาน แต่แปลงของรุ่นบุกเบิกนั้นเป็นแบบยกแคร่ มีจำนวนเพียง 24 แปลง เนื่องจากมีขนาดแปลงยาวกว่า
ด้วยจำนวนคนจำนวนมาก อันประกอบขึ้นจากตัวแทนชุมชนต่าง ๆ ทั้งเก่าและใหม่ 12 ชุมชน การขยายพื้นที่สวนผักแปลงรวมจึงเสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็ว
ชัยสิทธิ์ระบุว่า กิจกรรมวันที่ 18 เมษายนนั้น ใช้เงินทุนที่ได้จาก มกย. ส่วนการดำเนินการถางปรับพื้นที่และก่อรูปแปลงเมื่อวันที่ 25 เมษายน ใช้ทรัพยากรของเทศบาลเมืองมหาสารคามเป็นหลัก
ขั้นต่อไปคือการอบรมและจะดำเนินการภายใต้ระบบพี่เลี้ยง


ผลงานของการ ‘เอาแฮง’ เมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมาได้แก่การขึ้นขอบแปลงครบทั้งหมดแล้ว สิ่งที่ยังจะต้องเตรียมและจัดการในพื้นที่คือเรื่องระบบน้ำ ซึ่งคาดว่าจะใช้ระบบปั๊มน้ำ แต่ยังคงต้องพิจารณาความเหมาะสมกันอีกที
ส่วนแผนการดำเนินงานขั้นต่อไปที่สำคัญคือการจัดอบรมให้แก่สมาชิก 8 ชุมชนใหม่ เบื้องต้นกำหนดช่วงเวลาไว้ระหว่างวันที่ 11-13 พฤษภาคม โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 50 คน นั่นคือประมาณ 5-7 คนจากชุมชนที่เป็นสมาชิกใหม่ ในขณะที่วิทยากรจะมีประมาณ 15 คน เป็นบรรดาสมาชิกจากชุมชนบุกเบิก 4 แห่ง
เรื่องการอบรมที่จะใช้ทีมวิทยากรหลักเป็นคนในชุมชนที่เคยผ่านการอบรมกับ มกย. และมีประสบการณ์จากการทำจริงในช่วงประมาณ 1-2 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นความตั้งใจที่จะแฝงวัตถุประสงค์เรื่องการสร้างวิทยากรที่เป็น ‘คนใน’ ขึ้นมาด้วย เนื่องจากเห็นว่าเป็นโอกาสเหมาะที่ผู้เรียนรู้กับผู้เป็นวิทยากรถือว่ามีความใกล้ชิดและคุ้นเคยในหลาก ๆ มิติ รวมถึงหลังจากการอบรมแล้ว สมาชิกเก่า 4 ชุมชยยังจะรับบทเป็นพี่เลี้ยงให้นักปลูกมือใหม่ 8 ชุมชนด้วย โดยแบ่งความรับผิดชอบกันตรงไปตรงมาแบบ 1:2
ทั้งนี้ การอบรมและผสมผสานระหว่างการให้ความรู้และ ‘การพาทำ’ ในเรื่องหลัก ๆ ได้แก่ การปรุงดิน การวางแผนการปลูก เทคนิคการปลูกต่าง ๆ การดูแลรักษาและจัดการโรคพืช นอกจากนั้น หากสามารถไปถึงได้ก็จะมีการเรียนรู้กันในเรื่องการขายและการทำตลาดด้วย
นอกจากนั้น ก่อนจะถึงวันอบรม ในช่วงนี้ก็จะต้องเตรียมวัสดุต่าง ๆ ให้พร้อม โดยเฉพาะดิน แกลบ เป็นต้น
ตั้งเป้านำอาหารปลอดภัยเข้าสู่โรงเรียน


ชัยสิทธิ์เปิดเผยว่า แนวคิดเรื่องการขยายชุมชนปลูกผักอินทรีย์และแปลงผักรวมถือเป็นผลจากการพูดคุยกันของสมาชิก ‘สวนผักคนเมืองสารคาม’ กับเทศบาลเมืองมหาสารคาม ซึ่งผู้บริหาร โดยเฉพาะนายกฯ และผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม ไม่เพียงให้ความสำคัญกับการปลูกผักอินทรีย์ในฐานะหนึ่งในงานพัฒนาชุมชน แต่ยังมีแผนที่จะกระจายผลผลิตอินทรีย์ให้เป็นอาหารปลอดภัยของชาวเมืองมหาสารคามด้วย
ในระยะอันใกล้นี้ ทางเทศบาลมีแผนที่จะนำเสนอผักจาก ‘สวนผักคนเมืองสารคาม’ เข้าสู่ครัวของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลประมาณ 6-7 แห่ง ซึ่งประกอบด้วยทั้งเนอสเซอรี โรงเรียนระดับประถมศึกษา และโรงเรียนระดับมัธยมต้น
“เปิดเทอมที่จะถึงนี้มีวางแผนว่าจะเริ่มนำวัตถุดิบเข้าไป อาจจะยังไม่ครบหมดทุกชนิด แต่ก็มีเป้าว่าจะเริ่มป้อนให้ในบางชนิดที่ทางโรงเรียนใช้ ที่ผ่านมา ทางโรงเรียนเขาส่งผลผลิตที่ใช้เทอมที่ผ่านมาให้เราดูแล้ว ประมาณกลางเดือนพฤษภานี้จะนัดคุยกันต่อไป”
ชัยสิทธิ์เปิดเผยว่า การดำเนินการในเรื่องนี้คงทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากระบบการจัดอาหารของโรงเรียนต่าง ๆ มีความแตกต่างและซับซ้อน กล่าวคือ บางแห่งเป็นการจ้างการปรุงและการจัดหาอาหารแบบขาดออกไปเลย แต่บางแห่งอาจจะจ้างคนมาปรุงที่โรงเรียน หรือบางแห่งก็บริหารจัดการเอง
นอกจากนั้นยังคงมีรายละเอียดอีกหลายส่วนที่ต้องพูดคุยและออกแบบร่วมกัน เช่น ระบบการรับ-ส่ง การควบคุมคุณภาพ การกำหนดปริมาณ และราคา อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นพบว่า วัตถุดิบที่ใช้ประจำ เช่น หอม คะน้า ข่า ตะไคร้ พริก ใบมะกรูด ทั้งหลายนั้น อยู่ในวิสัยที่สวนผักคนเมือง 4 ชุมชนและแปลงรวม ‘เลิงน้ำจั้น’ น่าจะป้อนให้ได้ แต่การเร่งขยายพ้นที่แปลงรวมอีกก็เพื่อรองรับความเป็นไปได้ในอนาคต

