บลูเบอร์รีแสนอร่อยและเปี่ยมด้วยคุณประโยชน์ต่อสุขภาพสู่พื้นที่ท่องเที่ยงเชิงเกษตรกลางกรุงโตเกียว

ยาโนะ ทาคาโอกิ ถือผลบลูเบอร์รี ผลไม้ลูกเล็กๆ ที่เปลี่ยนชีวิตของเขา หลังจากที่เขาตัดสินใจเริ่มปลูกมัน เพื่อรักษาการดำเนินงานของสวนเกษตรประจำตระกูลเอาไว้ ซึ่งการเข้ามารับช่วงต่อพื้นที่เกษตรกรรมรุ่นที่ 17 ของครอบครัว ในฮิกาชิ-โคอิวะ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของเขตเอโดงาวะ ในโตเกียว ยาโนะ ทาคาโอกิ ได้เปลี่ยนจากการปลูกโคมัตสึนะ (ผักโขมมัสตาร์ดญี่ปุ่น) มาเป็นบลูเบอร์รี โดยเปิด “Blueberry Farm Tokyo” สวนบลูเบอร์รีของเขาในปี 2023 เขายินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ และคนในท้องถิ่น ให้มาเก็บบลูเบอร์รีสดๆ กลับบ้านไปลิ้มลอง พร้อมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับผลไม้ที่น่าสนใจและดีต่อสุขภาพชนิดนี้

ทิ้งชีวิตพนักงานบริษัท เพื่อมุ่งสู่การทำสวนเกษตร

ยาโนะเคยทำงานเป็นพนักงานบริษัทตอนที่ปู่ของเขาประสบภาวะหลอดเลือดสมอง และไม่สามารถดูแลสวนของครอบครัวได้อีกต่อไป ซึ่งพื้นที่เกษตรแห่งนี้เปิดดำเนินงานในฮิกาชิ-โคอิวะ ของโตเกียวมาตั้งแต่สมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603-1868) เมื่อพ่อแม่ของเขาตัดสินใจที่จะไม่รับช่วงต่อมรดกทางการเกษตรของครอบครัว ยาโนะจึงตระหนักได้ว่า การสืบทอดแปลงเกษตร—ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของครอบครัวติดกับบ้านของพวกเขา—จะขึ้นอยู่กับเขาแต่เพียงผู้เดียว เขาตัดสินใจรับความท้าทายนี้ โดยอธิบายว่าเขาต้องการช่วยรักษาประเพณีการเพาะปลูกในท้องถิ่นของพื้นที่เอาไว้

ในขณะที่ปู่ย่าเชี่ยวชาญการปลูกโคมัตสึนะ ยาโนะก็ตัดสินใจนำพื้นที่เกษตรไปในทิศทางใหม่ทั้งหมด นั่นคือ บลูเบอร์รี โดยอธิบายว่าเขาสนใจที่จะดำเนินกิจการสวนสไตล์ท่องเที่ยวเช่นกัน ยาโนะกล่าวว่าเขาคิดว่าบลูเบอร์รีจะเป็นผลไม้ที่เข้าถึงครอบครัวได้ง่ายที่สุด เนื่องจากความสูงของพุ่มไม้ที่ไม่มาก ช่วยให้เด็กและผู้สูงอายุเก็บได้ง่าย เขายังพบว่าฤดูกาลเจริญเติบโตของบลูเบอร์รีประจวบเหมาะกับช่วงปิดเทอมหน้าร้อนของเด็กๆ พอดี เนื่องจากมันจะสุกในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม

แรงจูงใจอีกประการหนึ่งสำหรับยาโนะในการเปิดสวนผลไม้ คือการนำบลูเบอร์รีมาสู่ฝั่งตะวันออกของโตเกียว เนื่องจากความนิยมในการเพาะปลูกผลไม้ชนิดนี้ในเมืองหลวง ส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ทางตะวันตก “อย่างไรก็ตาม มันมีปัญหาอยู่ครับ” เขากล่าว “ผมไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทำสวนของครอบครัวเลย ดังนั้นผมจึงไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการทำสวนบลูเบอร์รี—หรือการทำเกษตรอื่นๆ เลยจริงๆ ครับ”

Blueberry Farm Tokyo สวนบลูเบอร์รีของยาโนะ ตั้งอยู่บริเวณหน้าบ้านของครอบครัว ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเอโดะและเก่าแก่ที่สุดในพื้นที่

การสร้างพื้นที่เกษตรเมืองที่มุ่งเน้นชุมชน

ในการออกตามหาอาจารย์ผู้ชี้แนะ ยาโนะบอกว่าเขาได้ไปเคาะประตูขอความช่วยเหลือหลายต่อหลายแห่ง ในที่สุดเขาก็ได้พบกับอดีตผู้ปลูกบลูเบอร์รีในจังหวัดอิบาราเกิ—ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของโตเกียว—ผู้ซึ่งสูญเสียพื้นที่เกษตรไปจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทางตะวันออกของญี่ปุ่น เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2011 และยินดีที่จะสอนอาชีพนี้ให้แก่ยาโนะ

เขาเริ่มเรียนรู้รายละเอียดเชิงลึกของการเพาะปลูกบลูเบอร์รีภายใต้อาจารย์ของเขา ผู้ซึ่งเดินทางมายังฮิกาชิ-โคอิวะเพื่อสั่งสอน นอกจากการศึกษาปัจจัยพื้นฐาน เช่น ดินและน้ำแล้ว ยาโนะยังพบว่า จำเป็นต้องปรับสภาพผลไม้ให้คุ้นเคยกับสภาวะการเจริญเติบโตเฉพาะของพื้นที่ของเขาด้วย

“บลูเบอร์รีบางสายพันธุ์ค่อนข้างไวต่อลมแม่น้ำที่พัดมาจากแม่น้ำเอโดงาวะที่อยู่ติดกัน ซึ่งส่งผลให้ต้นพุ่มโค้งงอครับ” เขากล่าว “นอกจากนี้ บลูเบอร์รีบางชนิดก็เติบโตได้ไม่ดีท่ามกลางสิ่งต่างๆ เช่น ฝนที่ตกชุกเกินไป หรือระดับความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้น”

จากการเรียนรู้ผ่านกระบวนการลองผิดลองถูก ยาโนะพบระหว่างทางว่า เขาต้องยอมแพ้ต่อการปลูกต้นบลูเบอร์รี 5 สายพันธุ์ที่ไม่เจริญเติบโต อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน เขามีบลูเบอร์รีรวมทั้งหมดถึง 35 สายพันธุ์—ซึ่งนับเป็นหนึ่งในจำนวนสายพันธุ์ที่มากที่สุดในบรรดาแปลงปลูกบลูเบอร์รีของโตเกียว—รวมถึงอีก 4 สายพันธุ์ที่ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย

เขายังเพาะปลูกบลูเบอร์รีในกระถาง ซึ่งเขาตั้งข้อสังเกตว่าเป็นวิธีการที่หาได้ยาก เนื่องจากเกษตรกรผู้ปลูกบลูเบอร์รีส่วนใหญ่จะปลูกลงดินโดยตรง ภายใต้คำแนะนำของอาจารย์ เขาได้ติดตั้งสายยางขนาดเล็กเพิ่มเติม เพื่อส่งน้ำและสารอาหาร เช่น ไนโตรเจนและกรดฟอสฟอริก เข้าสู่แต่ละกระถางโดยตรง ระบบนี้ช่วยทุ่นภาระงานในการรดน้ำและใส่ปุ๋ยของเขาได้อย่างมาก—ซึ่งเป็นข้อกังวลที่สำคัญสำหรับการดำเนินงานพื้นที่เกษตรด้วยตัวคนเดียว

กระถางบลูเบอร์รีแต่ละใบได้รับการติดตั้งสายยางที่ส่งน้ำและสารอาหารโดยตรง จึงช่วยทุ่นแรงในการเพาะปลูก อย่างไรก็ตาม ด้วยจำนวนกระถางบลูเบอร์รีรวมประมาณ 1,000 ใบในสวน ยาโนะพบว่าเขาต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยสำหรับงานบางอย่าง

“การตักดินใส่กระถางรู้สึกเหมือนเป็นงานที่ไม่มีวันสิ้นสุดเลยครับ” เขาย้อนนึกถึงพร้อมหัวเราะ “แต่คนในชุมชนก็เข้ามาช่วยเหลือผมจริงๆ ครับ”

การสอนให้นักท่องเที่ยวรู้จักบลูเบอร์รี ผลไม้ลูกเล็กแต่ทรงพลัง

การเดินทางมายังฮิกาชิ-โคอิวะเพื่อเยี่ยมชมแปลงเกษตรของยาโนะ ถือเป็นโอกาสที่ดีในการสำรวจย่านที่มีบรรยากาศแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากพื้นที่ท่องเที่ยวยอดนิยม เช่น ชิบูยะ และ ชินจูกุ ตัวอย่างเช่น ใกล้กับสถานีโคอิวะ ชาวบ้านในท้องถิ่นจะเดินเล่นสบายๆ ตามโชเทนไก (ถนนคนเดินสำหรับการช้อปปิ้ง) หรือมารวมตัวกันตามร้านอาหารเล็กๆ เพื่อพูดคุย ให้บรรยากาศของพื้นที่คล้ายคลึงกับต่างจังหวัดนอกโตเกียวมากกว่า

หลังจากมาถึงพื้นที่เกษตรของยาโนะ ขั้นแรกนักท่องเที่ยวจะได้รับเชิญให้นั่งชมภาพยนตร์สาธิต และรับฟังการนำเสนอที่ยาโนะจะอธิบายข้อเท็จจริงพื้นฐานเกี่ยวกับบลูเบอร์รี “หลังจากเริ่มทำสวน ผมก็ตระหนักได้ว่า บลูเบอร์รีเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคยสำหรับหลายๆ คนเลยครับ เพราะนักท่องเที่ยวถามคำถามผม เช่น ต้องปอกเปลือกผลไม้นี้ก่อนทานหรือเปล่า” เขากล่าวพร้อมรอยยิ้ม

ถัดไป ยาโนะจะให้นักท่องเที่ยวดูนิทรรศการรูปแบบแผงขนาดใหญ่บนผนัง ซึ่งแสดงภูมิภาคที่เป็นต้นกำเนิดของบลูเบอร์รีของเขา ซึ่งรวมถึงสถานที่ต่างๆ เช่น ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ตลอดจนสหรัฐอเมริกา สำหรับประเทศหลังนี้ รัฐจอร์เจียและรัฐนอร์ทแคโรไลนา เป็นภูมิภาคผลิตบลูเบอร์รีที่สำคัญมากพอที่จะมีโซนเก็บผลไม้แยกเป็นของตัวเองในแปลงปลูกของเขา

“เมื่อชาวยุโรปเริ่มเข้ามาตั้งรกรากในพื้นที่ซึ่งปัจจุบันคือสหรัฐอเมริกา บลูเบอร์รีเป็นหนึ่งในพืชผลที่ชนพื้นเมืองสอนให้พวกเขารู้จักวิธีทำเกษตรครับ” ยาโนะอธิบายถึงประวัติศาสตร์การเพาะปลูกบลูเบอร์รีให้แขกฟัง

เขายังให้รายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางของบลูเบอร์รีมายังประเทศญี่ปุ่น โดยตั้งข้อสังเกตว่า สายพันธุ์เขตร้อนได้รับมาจากสหรัฐอเมริกา ส่งมายังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งโตเกียว (Tokyo University of Agriculture and Technology) ในช่วงทศวรรษ 1960

“ท่ามกลางต้นพุ่มเหล่านั้น มีสายพันธุ์โฮมเบลล์ (homebell) สายพันธุ์หนึ่งที่ยังมีชีวิตอยู่บนวิทยาเขตจนถึงทุกวันนี้ครับ” เขากล่าว ยาโนะให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวโดยการชี้ไปที่แผนที่ ซึ่งแสดงภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกที่เป็นต้นกำเนิดบลูเบอร์รีของเขา

บลูเบอร์รี: ซูเปอร์ฟู้ดที่แท้จริง

หลังจากใคร่ครวญความรู้ใหม่เกี่ยวกับบลูเบอร์รีแล้ว จากนั้นนักท่องเที่ยวจะได้รับการเชิญชวนเข้าไปในพื้นที่เต็นท์ขนาดใหญ่ ซึ่งพวกเขาจะได้รับถ้วยที่สามารถใส่บลูเบอร์รีได้มากเท่าที่จะเก็บได้ บริเวณภายนอกทางเข้า มีแผนที่ระบุว่าบลูเบอร์รีของภูมิภาคใดสามารถพบได้ในโซนใด ถัดจากนั้น ป้ายอีกอันหนึ่งแสดงรายการจัดอันดับคุณภาพของสายพันธุ์บลูเบอร์รีตามลำดับ ซึ่งกำหนดโดย โอตะ เคนอิจิ เชฟและซอมเมอลิเยร์ระดับมิชลิน 3 ดาว ที่อยู่ในเครือข่ายของยาโนะ

“ผมดีใจมากครับที่เขายินดีสนับสนุนสวนเกษตรของผม” ยาโนะยิ้มแย้ม

นักท่องเที่ยวอาจใช้ข้อมูลนี้เพื่อตัดสินใจว่า จะมุ่งเป้าไปที่บลูเบอร์รีชนิดใด หรืออาจเพียงแค่เดินชมตามแถวอย่างอิสระ พร้อมกับชื่นชมผลรูปกลมเต่งตึงที่ปรากฏในโทนสีเขียวอ่อน สีชมพูหม่น และสีน้ำเงินอินดิโกเข้ม ขึ้นอยู่กับระดับความสุกของพวกมัน

บางสายพันธุ์—เช่น นุย (Nui) จากนิวซีแลนด์ ซึ่งมีความหมายว่า “ใหญ่” ในภาษาเมาลีของชนพื้นเมือง—จะมีขนาดใหญ่กว่าที่พบได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปอย่างซิกนิฟิเคนต์ (อย่างมีนัยสำคัญ) ซึ่งยาโนะอธิบายว่า บลูเบอร์รีส่วนใหญ่ในซูเปอร์มาร์เก็ตจะมีขนาดจิ๋ว เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกบดขยี้ระหว่างการขนส่ง

“มันเป็นความหรูหราที่แท้จริงที่ได้ทานบลูเบอร์รีที่สุกงอมครับ เพราะพวกมันจะสูญเสียรสชาติไปหลังจากถูกเด็ดออกจากต้นพุ่มไม่นาน” เขากล่าว “เมื่อเก็บสดๆ รสชาติของมันช่างหอมหวานและฉ่ำลิ้นมากครับ”

บลูเบอร์รีที่สวนของยาโนะมีขนาด เนื้อสัมผัส และรสชาติที่หลากหลาย

ด้วยทำเลที่ตั้งที่สะดวกสบาย สามารถเดินทางมาจากสถานีโตเกียวได้ในเวลาเพียง 35 นาที ยาโนะกล่าวว่าเขาประสบความสำเร็จในการดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยตั้งข้อสังเกตว่า โตเกียวมีระดับการผลิตบลูเบอร์รีสูงที่สุดในระดับประเทศ เขาบอกว่าเขาเชื่อว่าบลูเบอร์รีอาจได้รับความนิยมเป็นพิเศษในเมืองหลวง เนื่องจากผู้อยู่อาศัยมักจะใส่ใจเรื่องสุขภาพเป็นพิเศษ

“บลูเบอร์รีสามารถช่วยในเรื่ององค์ประกอบทางสุขภาพได้อย่างมากมายครับ” เขากล่าว “มันเป็นซูเปอร์ฟู้ดที่แท้จริงเลยครับ”

Reference

https://www.tokyoupdates.metro.tokyo.lg.jp/en/post-1847