
โครงการผู้พิทักษ์ (stewardship program) ช่วยให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ในโลกความเป็นจริงในด้านการจัดการเรือนกระจก เทคนิคการทำพื้นที่เกษตรในเมืองและพื้นที่เกษตรของกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมือง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำร่วมกับการปลูกพืช (aquaculture) การบูรณาการร่วมกับภาคการบริการและการท่องเที่ยว ตลอดจนการเป็นพันธมิตรร่วมกับร้านอาหารในท้องถิ่น
“ปฏิกิริยาแรกที่ผมมักจะได้รับคือ ‘ทำไมคุณถึงพูดเรื่องเกษตรกรรมในเมื่อคุณอยู่ในโรงเรียนในเมืองล่ะ’” แดเนียล คูนาเนก (Daniel Kunanec) หัวหน้าหลักสูตรผู้ช่วยของโรงเรียนและผู้สอนในโครงการผู้พิทักษ์ กล่าวกับผู้เข้าร่วมการประชุมใหญ่ของ AgScape เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
“พวกเราทุกคนควรมีความเชื่อมโยงกับผืนดิน พวกเราทุกคนควรเข้าใจระบบอาหารของเรา พวกเราทุกคนควรเข้าใจเรื่องฤดูกาล และพวกเราทุกคนควรมีความตระหนักรู้และเข้าใจเกี่ยวกับอาหาร (food literacy)”
เขากล่าวว่าจุดเน้นของโรงเรียนคือการทำพื้นที่เกษตรในเมืองและการป่าไม้ ไม่ใช่การทำพื้นที่เกษตรแบบดั้งเดิม โดยตั้งข้อสังเกตว่า “มันเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะต้องรู้ว่าเราเข้าใจในความแตกต่าง เราเคารพในความแตกต่าง แต่เราก็อ้าแขนรับโอกาสต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน”
การออกแบบที่นำโดยนักเรียน
โครงการนี้เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ในปี ค.ศ. 2000 ด้วยการจินตนาการถึงลานภายในอาคารของโรงเรียนขึ้นมาใหม่ เพื่อทำเป็นบ่อปลาคาร์ปที่ออกแบบและสร้างขึ้นโดยนักเรียน “เราได้เรียนรู้ว่าหากเราพัฒนาพื้นที่ต่าง ๆ โดยคำนึงถึงนักเรียน และสร้างขึ้นโดยนักเรียน พลังของสิ่งนั้นจะทำให้ได้พื้นที่ที่ดีกว่า มันเป็นพื้นที่ที่สะอาดกว่า และเป็นพื้นที่ที่มีความสุขมากกว่า” เขากล่าว
การออกแบบในเวอร์ชันแรก ๆ นั้นอยู่บนกระดาษ แต่นักเรียนในปัจจุบันใช้โปรแกรม SketchUp เพื่อสร้างและอัปเดตการออกแบบอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่แปลงผักยกขยายแบบง่าย ๆ ไปจนถึงโรงเรือนพลาสติกแบบอุโมงค์โค้ง (hoop-house polytunnel) ครัวกลางแจ้ง และเตาอบแบบฟืน
SketchUp ใช้ประโยชน์จาก Google Earth ซึ่งช่วยให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแสงแดดตามฤดูกาล ลม และการกักเก็บความร้อนของอิฐพอร์ซเลนในยุคทศวรรษ 1950 ของโรงเรียน ทำให้นักเรียนสามารถปรับปรุงการออกแบบเพื่อเพิ่มการเจริญเติบโตในสภาพภูมิอากาศอนุภาค (microclimate) ให้ได้มากที่สุด
ตลอดระยะเวลา 26 ปีที่ผ่านมา มุมมองด้านการผังเมืองของโครงการได้วิวัฒนาการขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจ และสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนและราคาเข้าถึงได้ ซึ่งทำให้เมืองต่าง ๆ น่าอยู่มากขึ้น
ตัวอย่างเช่น โรงเรือนพลาสติกแบบอุโมงค์โค้งช่วยขยายฤดูกาลเพาะปลูก และผลผลิตบางส่วนที่เก็บเกี่ยวได้จะถูกนำไปขายในราคาขายส่งให้กับร้านอาหารที่ได้รับการแนะนำในมิชลินไกด์ (Michelin-recommended restaurant) โดยนำกำไรที่ได้กลับมาลงทุนซ้ำในพื้นที่อาหารในเมืองแห่งนี้

โครงการหาเงินทุนให้ตัวเองได้อย่างไร
นักเรียนคือผู้ขับเคลื่อนความสำเร็จของโครงการ โดยคัดเลือกเฉพาะเมล็ดพันธุ์ที่ดีที่สุดสำหรับต้นกล้า จนกลายมาเป็นระบบห่วงโซ่อุปทานแบบวงปิด (closed-loop supply system) ในปัจจุบัน นั่นคือโครงการการบริการและการท่องเที่ยวจะทำหน้าที่เก็บเกี่ยวและเก็บสะสมเมล็ดพันธุ์ไว้เพื่อให้โครงการอุตสาหกรรมสีเขียวนำไปใช้ต่อ
“มันไม่ใช่พื้นที่ (เรือนกระจก) ที่ใหญ่โตอะไร บางปีเรามีต้นกล้าผ่านเข้ามาในนั้นมากกว่า 5,000 ต้น สำหรับพวกเราแล้ว นั่นถือเป็นเรื่องใหญ่มาก” คูนาเนกกล่าว
การหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนโครงการเป็นความท้าทายอยู่เสมอ ซึ่งคูนาเนกกล่าวว่า นักเรียนสามารถก้าวข้ามและรับมือกับความท้าทายนี้ได้ “เรามีนักเรียนเกรด 11 และเกรด 12 (มัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 6) ที่เป็นคน (เขียนข้อเสนอขอทุน)” ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก เขากล่าว “เราได้ระดมทุนไปแล้วเป็นจำนวนเงินมากกว่าสามในสี่ของล้านดอลลาร์ (เกินกว่า 750,000 ดอลลาร์) สำหรับโครงการของเราในโรงเรียนตลอดระยะเวลา 26 ปี”
โครงการผู้พิทักษ์นี้ใช้การวางแผนระยะยาว ซึ่งรวมถึงการนำต้นไม้ของโรงเรียนที่ถูกโค่นทำลายโดยแมลงเจาะไม้ (emerald ash borer) เมื่อทศวรรษที่แล้วมาใช้ทำห้องครัวกลางแจ้ง คูนาเนกกล่าวว่านักเรียนได้ทำการแปรรูปไม้ในพื้นที่ ทำการจัดเรียง จัดเก็บ และผึ่งไม้ให้แห้งได้ที่ ซึ่งศิษย์เก่าบางคนที่ร่วมทำในตอนนั้น ปัจจุบันได้กลายเป็นนักออกแบบและช่างไม้ มืออาชีพ และได้กลับมาเป็นอาสาสมัครในโครงการนี้
อะควาโปนิกส์ ที่พร้อมใช้งานในกล่อง
เพจตัน สมิธ (Paighton Smyth) จากบริษัท Trouw Nutrition และสมาชิกคณะกรรมการของ AgScape กล่าวว่า โครงการนี้เน้นย้ำถึง “คุณค่าที่สำคัญอย่างยิ่งของการตระหนักรู้และเข้าใจเกี่ยวกับอาหาร” ในห้องเรียนของรัฐออนแทรีโอ ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงอุปสรรคและความท้าทายในโลกความเป็นจริงที่ นักศึกษาและครูผู้สอนต้องเผชิญในการได้รับความสนับสนุนสำหรับโครงการที่สำคัญเหล่านี้ ตลอดจนทางออกที่เยาวชนนำมาเสนอเมื่อได้รับโอกาส
“ด้วยการส่งเสริมความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งระหว่างนักเรียนและผืนดิน เขาได้สร้างพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่รู้สึกมีอำนาจในการตัดสินใจที่จะยอมรับความเสี่ยง นำด้วยความอยากรู้อยากเห็น และมองเห็นตนเองเป็นผู้มีส่วนร่วมที่สำคัญต่อชุมชนของพวกเขา” เธอกล่าว
รูปแบบการศึกษาที่ขับเคลื่อนด้วยความหวัง (hope-based education model) ช่วยให้นักเรียนได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการจัดการเรือนกระจก ระบบชลประทาน การให้แสงสว่าง เรื่องฤดูกาล และการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเชิงบวกและนำไปปฏิบัติได้จริง
ตัวอย่างเช่น หลังจากสังเกตเห็นการตอบสนองที่ล่าช้าของรัฐบาลต่อเหตุการณ์พายุเฮอร์ริเคนแคทรีนา พวกเขาจึงตั้งเป้าที่จะพัฒนาระบบอะควาโปนิกส์ (การเลี้ยงปลาควบคู่กับการปลูกพืช) ที่พร้อมใช้งาน โดยใช้ท่อประปาและวัสดุที่มีอยู่ทั่วไปหลังจากเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยใช้พื้นที่ในห้องเก็บระบบเก็บฝุ่นของโรงเรียน
“เราสามารถสร้างมันขึ้นมาในลักษณะเหมือนชุดกล่อง Rubbermaid ที่จะถูกส่งออกไปพร้อมกับคำแนะนำพื้นฐานบางประการ เพื่อส่งมันไปให้ถึงมือกลุ่มคนที่เป็นช่างฝีมือ คนที่เข้าใจ คนที่ลงมือทำ และคนที่เป็นผู้สร้าง ได้หรือไม่” คูนาเนกกล่าว
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ระบบดังกล่าวจะสามารถรองรับลูกปลา เมล็ดพันธุ์ และการผลิตอาหารได้ ระบบอะควาโปนิกส์นี้ได้รับการบูรณาการเข้ากับโครงการผู้พิทักษ์อย่างสมบูรณ์ โดยปัจจุบันนักเรียนกำลังทดลองกับปลาสายพันธุ์ต่าง ๆ อยู่
การทำสวนผักในรถไฟใต้ดิน
เมื่อเร็ว ๆ นี้ นักเรียนได้สำรวจศักยภาพของสถานีรถไฟใต้ดินที่ถูกทิ้งร้างและทางเดินใต้ดินในการเพาะเห็ดหรือปลูกพืชชนิดอื่น ๆ โดยใช้ไฟ LED เป้าหมายคือเพื่อสนับสนุนตลาดเกษตรกรในชุมชน (community farmers’ markets) ที่ได้รับการป้อนผลผลิตจากพื้นที่อาหารใต้ดินในเมืองภายในรัศมีห้าบล็อกจากจุดที่อาหารนั้นถูกปลูกขึ้น คูนาเนกกล่าวว่าเป้าหมายนี้อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม โดยพิจารณาจากกรณีที่มีผู้อยู่อาศัยในโตรอนโตรายหนึ่งกำลังปลูกผักกาดหอมในที่จอดรถของอพาร์ตเมนต์และส่งขายให้กับร้านอาหารในเมือง
“นักเรียนเหล่านี้จะเป็นคนทำมันให้สำเร็จ” คูนาเนกกล่าวอย่างมั่นใจ “พวกเขามีความรู้สึกและเข้าใจว่าโลกนี้เป็นอย่างไร เพราะพวกเขาได้ใช้ชีวิตอยู่กับมัน ได้ลงมือทำมัน ได้ปลูกมัน ได้เก็บเกี่ยวมัน ได้เตรียมมัน ได้ชิมมัน และได้แบ่งปันมันมาแล้ว”
Reference
https://farmtario.com/news/urban-farming-education-don-mills
