
ลองจินตนาการถึงเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบในเทพนิยาย ใจกลางเมืองมีอาคารสมัยยุคกลาง มีลานกว้างที่ผู้คนนำสินค้ามาขาย และอาจมีบ่อน้ำสำหรับใช้อุปโภคบริโภค ถัดจากกำแพงเมืองออกไปคือ ทุ่งเกษตรกรรมที่ผู้คนตรากตรำทำงานเพื่อนำธัญพืช ผลไม้ และผักเข้าสู่ตลาด
ลองสลับแนวคิดนั้นมาใช้กับยุคปัจจุบัน แล้วคุณจะได้แนวคิดที่เรียกว่า “agrihoods” เกษตรกรรม (agri) + ย่านที่พักอาศัย (hood) ซึ่งเป็นชุมชนที่ออกแบบโดยมีพื้นที่ผลิตอาหารที่ใช้งานจริงเป็นศูนย์กลาง เช่นเดียวกับสวนผักในเมืองใหญ่ ซึ่ง agrihoods จะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร ลดอุณหภูมิ กักเก็บน้ำฝน และเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ เมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ความร้อน น้ำท่วม และความกดดันต่อระบบอาหารรุนแรงขึ้น agrihoods อาจเป็นหนทางที่จะทำให้การใช้ชีวิตในเมืองมีความยืดหยุ่น (resilient) มากขึ้น ไม่ใช่แค่ดูสวยงามเพียงอย่างเดียว
“เหล่านักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มักประสบปัญหาในการจัดหาพื้นที่เปิดโล่ง เพราะพวกเขาต้องการสร้างที่อยู่อาศัยให้ได้มากที่สุด” คุณ Vincent Mudd หุ้นส่วนจากบริษัทสถาปัตยกรรม Steinberg Hart ผู้สร้างสรรค์ agrihoods กล่าว “วิธีหนึ่งในการเชื่อมช่องว่างนี้คือการใช้พื้นที่เปิดโล่งที่ ‘ใช้งานได้จริง’ ซึ่งสามารถสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ได้”
ในทางทฤษฎี agrihood เป็นแนวคิดที่เรียบง่าย คือ พื้นที่เกษตรที่ใช้งานจริงซึ่งล้อมรอบด้วยบ้านเดี่ยวหรือที่พักอาศัยแบบรวม Steinberg Hart เพิ่งสร้างเสร็จไป 2 โครงการในแคลิฟอร์เนีย โครงการแรกในซานตาคลาราประกอบด้วยทาวน์เฮาส์ หน่วยพักอาศัยราคาตลาด และที่พักอาศัยราคาประหยัด พร้อมศูนย์ชุมชนและร้านค้า ส่วนอีกแห่งที่ชื่อ Fox Point Farms ในเอนซินิทัส ได้เพิ่มร้านอาหารแบบ farm-to-table สถานที่จัดงาน และร้านขายของชำเข้าไปด้วย “มันคือโครงการที่อยู่อาศัยสองรูปแบบสำหรับสองชุมชนที่แตกต่างกัน แต่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของความยั่งยืนของการทำฟาร์มในเมือง” Mudd กล่าว
แม้โครงการเหล่านี้จะอยู่ในพื้นที่ที่ค่อนข้างมั่งคั่ง แต่ Mudd กล่าวว่า agrihoods สามารถสร้างได้เกือบทุกที่ แต่อาจต้องมีการปรับปรุงกฎหมายผังเมือง “เกือบทุกเมืองมีความสามารถในการเปลี่ยนผังเมืองได้ เพราะมันช่วยรักษาการค้า รักษาอาชีพ สร้างรายได้ภาษีการขาย และจัดหาที่อยู่อาศัยที่คนหลากหลายระดับเข้าถึงได้”

สิ่งที่ซับซ้อนกว่าคือเรื่องลอจิสติกส์ของพื้นที่ผลิตอาหาร โดยเฉพาะ “น้ำ” ในอุดมคติแล้ว ฟาร์มควรเก็บน้ำฝนได้เพียงพอที่จะทำให้พืชชุ่มชื้น เนื่องจากแคลิฟอร์เนียตอนเหนือมีภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน (ฤดูหนาวมีฝน ฤดูร้อนแห้งแล้ง) โครงการที่ซานตาคลาราจึงเก็บน้ำฝนไว้ในหอคอย ซึ่งช่วยให้ใช้งานได้เกือบตลอดฤดูร้อนโดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำประปาของเมืองทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ระบบกักเก็บน้ำฝนมีต้นทุนล่วงหน้าสูง ซึ่งสวนผักชุมชนในย่านที่มีรายได้น้อยอาจไม่สามารถจ่ายได้ หากปีใดฝนไม่ตกและเกิดภัยแล้ง พวกเขาจะต้องจ่ายเงินค่าน้ำมากขึ้น ซึ่ง Lucy Diekmann ที่ปรึกษาด้านเกษตรในเมืองตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ที่ต้องการความมั่นคงทางอาหารมากที่สุดมักเป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายด้านน้ำที่สูงอย่างไม่สมส่วน
เสน่ห์อย่างหนึ่งของพื้นที่เกษตรในเมือง คือ พื้นที่สีเขียว ที่ช่วยลดพื้นที่คอนกรีต ตามประวัติศาสตร์ เมืองต่างๆ ถูกออกแบบมาเพื่อระบายน้ำผ่านท่อให้เร็วที่สุด ซึ่งวิธีนี้เริ่มใช้ไม่ได้ผลเมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ฝนตกหนักขึ้น พื้นที่สีเขียวจึงช่วยให้น้ำซึมลงดิน ลดปัญหาน้ำท่วมได้ สวนผักใน agrihood ไม่ได้รันระบบได้ด้วยตัวเอง ชุมชนต้องตัดสินใจว่าจะปลูกอะไรเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุดในพื้นที่ที่จำกัด เช่น ในซานตาคลาราจะเน้นปลูกแตงกวาเปอร์เซีย มะเขือเทศเชอร์รี และพริก ซึ่งใช้พื้นที่น้อยกว่าการปลูกฟักทอง
แม้ agrihood จะไม่สามารถผลิตแคลอรี่ได้ทั้งหมดตามที่ผู้อยู่อาศัยต้องการ แต่มันให้ผลผลิตที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง งานวิจัยหนึ่งระบุว่าลอสแองเจลิสสามารถตอบสนองความต้องการผักได้ถึง 1 ใน 3 หากเปลี่ยนที่ดินว่างเปล่าให้เป็นสวนผัก “มันน่าทึ่งมากที่เราสามารถทำอะไรได้บ้างจากการวางแผนที่ตั้งใจ” Catherine Brinkley นักวิทยาศาสตร์สังคมจาก UC Davis กล่าว ที่ Fox Point Farms ผู้จัดการฟาร์มเลือกปลูกพืชที่โตเร็ว เช่น ผักร็อกเก็ต (Arugula) ซึ่งโตเร็วกว่าแคนตาลูป ทำให้เก็บเกี่ยวและส่งขายได้ต่อเนื่อง รวมถึงปลูกพืชตามที่เชฟในร้านอาหารของโครงการต้องการ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของสินค้าที่รวดเร็ว
พืชเหล่านี้ยังช่วยแก้ปัญหา “เกาะความร้อนในเมือง” (urban heat island effect) คอนกรีตและถนนจะดูดซับความร้อนและคายออกมาในตอนกลางคืน แต่พื้นที่สีเขียวจะช่วยลดอุณหภูมิผ่านการคายน้ำของพืช ทำให้ฤดูร้อนในละแวกนั้นเย็นสบายขึ้น agrihood ยังสนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ การปลูกพืชท้องถิ่นช่วยดึงดูดแมลงผสมเกสร นกฮัมมิงเบิร์ด และค้างคาว (ซึ่งช่วยกินยุงเป็นของแถม) สร้างระบบนิเวศที่สมดุลภายในเมือง
การสร้าง agrihood ไม่ใช่แค่การสร้างตึกล้อมรอบพื้นที่สีเขียวเท่านั้น แต่ต้องมีการวางแผนงบประมาณ การจ้างงาน และความคาดหวังที่ชัดเจน คุณ Lara Hermanson ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดทำฟาร์มกล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า “สวนผักที่ประสบความสำเร็จ คือ พื้นที่เกษตรที่มีเงินทุนและบุคลากรที่เพียงพอ ทุกคนจะอยู่ได้ดีขึ้นเมื่อมีความชัดเจนว่าพวกเขาจะได้รับอะไร”
Reference
https://grist.org/cities/what-happens-when-a-neighborhood-is-built-around-a-farm
