
ครอบครัวเพิ่งเตือนฉันเมื่อไม่นานมานี้ว่า เกษตรกรรมยั่งยืน หรือ “Permaculture” ยังคงเป็นเรื่องลึกลับและน่าสับสนสำหรับผู้อ่านบางท่าน ซึ่งคำอธิบายที่เรียบง่ายที่สุดที่ฉันพอจะหยิบยื่นให้ได้คือ Permaculture คือระบบการออกแบบเพื่อการใช้ชีวิตและการใช้ที่ดินในเชิงฟื้นฟูที่ยอมจำนนต่อตรรกะของธรรมชาติ โดยมีทฤษฎีเบื้องหลังถูกอธิบายครั้งแรกโดย Bill Mollison และ David Holmgren ในหนังสือระดับตำนานอย่าง Permaculture One เขียนเมื่อปี 1978 ซึ่งเป็นเนื้อหาที่ควรค่าแก่การศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วนในระยะยาว
ทว่าในทางกลับกัน จริยธรรมและหลักการของการปฏิบัตินั้นเปรียบเสมือน “รัฐธรรมนูญ” หรือชุดกฎหมายธรรมชาติสำหรับการตัดสินใจที่เข้าใจง่าย ซึ่งสามารถช่วยเราเยียวยาและซ่อมแซมความระส่ำระสายทั้งของมนุษย์และของโลกได้ ด้วยหัวใจสำคัญอย่างการคิดเชิงระบบองค์รวมและการออกแบบประยุกต์ที่เป็นกรอบการทำงานในการแก้ไขปัญหา ตลอดจนสร้างและฟื้นฟูระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบชีวภาพ สังคม เศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม จิตวิญญาณ หรือวัฒนธรรม แม้ Permaculture จะไม่ใช่เรื่องซับซ้อนแบบวิทยาศาสตร์อวกาศ แต่มันคือวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่ประยุกต์ใช้ได้กับทุกสรรพสิ่ง


เมื่อพูดถึง Permaculture โดยเฉพาะในบริบทของเมือง สามารถมีความสวยงามไปพร้อมกับการสร้างประโยชน์ จนอาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในบ้านที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและนโยบายในระดับโลก โดยรากศัพท์แล้ว Permaculture คือการผสมผสานระหว่างคำว่าความถาวร (Permanent) และเกษตรกรรม (Agriculture) ซึ่งผู้ก่อตั้งมุ่งหมายถึงระบบเกษตรกรรมแบบยืนต้น หรือระบบการออกแบบเชิงนิเวศและสิ่งแวดล้อมที่บูรณาการเข้าด้วยกันอย่างยั่งยืนชั่วนิรันดร์ ดังเช่นโลกที่เป็นระบบมีชีวิตที่ควบคุมตนเองและค้ำจุนระบบย่อยอื่นๆ ให้ทำงานร่วมกันเพื่อรักษาชีวิต ร่างกาย สวน และสังคมของเราต่างก็เป็นระบบบูรณาการเช่นกัน
ยิ่งเรายึดโยงกับตรรกะของระบบธรรมชาติมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีสุขภาพดีมากขึ้นเท่านั้น ในขณะที่การหันหลังให้ตรรกะธรรมชาติจะนำมาซึ่งความปั่นป่วนวุ่นวาย ในระบบนิเวศธรรมชาติที่แท้จริงจะไม่มีเรื่องของอีโก้ สิ่งมีชีวิตครอบครองพื้นที่เพียงเท่าที่จำเป็น กินอาหารตามฤดูกาลเพียงเพื่อให้อิ่ม ทำหน้าที่ของตนเองโดยไม่ทำลายถิ่นที่อยู่ และมีการใช้ทรัพยากรในเชิงฟื้นฟูเสมอ โดยมีระบบห่วงโซ่อาหารควบคุมทุกสรรพสิ่งทั้งภายในและภายนอกร่างกายผ่านปฏิกิริยาเคมีนับล้านล้านครั้งที่ดำเนินไปอย่างสอดประสานเพื่อรักษาความสมดุล ซึ่งถือเป็นวิทยาศาสตร์ที่งดงามและไม่อาจปฏิเสธได้

Permaculture มอบภาษาที่ทำให้เรานอบน้อมต่อตรรกะอันวิจิตรนี้ผ่านจริยธรรมหลักสามประการ คือ การดูแลรักษาโลก การดูแลผู้คน และการแบ่งปันอย่างเป็นธรรม พร้อมกับหลักการพื้นฐานอีกสิบสองประการ อาทิ การสังเกตและปฏิสัมพันธ์ การไม่สร้างขยะ การใช้ความหลากหลาย และการตอบโต้กับการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งหลักการเหล่านี้เป็นตัวกำกับแนวทางปฏิบัตินับพันรูปแบบ
แม้ว่ามนุษย์จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง แต่หากเราลองวางการแข่งขันและการบริโภคที่เกินพอดีลง เพื่อสร้างสังคมที่จำลองแบบมาจากการฟื้นฟู ความสุข และสุขภาพที่ดี ภายใต้การออกแบบร่วมกันด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและระบบธรรมชาติที่สมบูรณ์ เมื่อนั้นต้นทุนด้านการรักษาพยาบาลและการควบคุมความไม่สงบจะลดลง มาตรฐานการศึกษาจะสูงขึ้น และผู้คนจะสามารถใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ในชุมชนที่ปลอดภัยโดยปราศจากการตัดสิน การศึกษา Permaculture ได้เปลี่ยนวิธีคิดและวิธีมองโลกของฉันไปอย่างสิ้นเชิงจนไม่อาจกลับไปเป็นแบบเดิมได้ และฉันปรารถนาให้ทุกคนได้สัมผัสความรู้สึกนี้ ซึ่งทั้งหมดนั้นสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ที่บ้านของคุณเอง
Reference
