นักประวัติศาสตร์ในพื้นที่สีเขียว: การกอบกู้พื้นที่ปนเปื้อนเพื่อการเกษตรในเมือง

บ่อยครั้งที่คนเมืองมักมองว่าพื้นที่ปลูกผักหลังบ้านคือพื้นที่สีขาวที่สะอาดบริสุทธิ์ เป็นที่พักผ่อนส่วนตัวสำหรับเชื่อมต่อกับธรรมชาติที่ไร้การปรุงแต่ง อย่างไรก็ตาม Kate Brown นักประวัติศาสตร์ได้ถ่ายทอดมุมมองผ่านการสำรวจระบบนิเวศในเมืองว่า ดินที่ติดอยู่ใต้เล็บของคนเมืองนั้นแทบจะไม่ใช่ “ดินธรรมชาติ” อย่างที่คิด ในพื้นที่เขตมหานครส่วนใหญ่ ดินคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างซับซ้อน เป็นการทับถมของเศษซากทางประวัติศาสตร์ที่ Brown นิยามว่าเป็น “พื้นที่สีน้ำตาล” (Brownfield) หรือพื้นที่ที่เคยผ่านการใช้งานเชิงอุตสาหกรรมและมีการปนเปื้อน ความเข้าใจนี้ทำให้มุมมองต่อการทำเกษตรในเมืองเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เป็นเพียงงานอดิเรกเพื่อความสวยงาม กลายเป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการเยียวยาทางชีวภาพและประวัติศาสตร์

ความท้าทายหลักของการพัฒนาพื้นที่อาหารในเมืองอยู่ที่มรดกที่มองไม่เห็นจากยุคอุตสาหกรรม ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เมืองต่าง ๆ ถูกฉาบด้วยฝุ่นละอองของตะกั่วจากน้ำมันเบนซินและเศษสีทาบ้านที่มีส่วนผสมของตะกั่ว โลหะหนักเหล่านี้ไม่ได้ย่อยสลายไปตามธรรมชาติหรือถูกชะล้างออกไปง่าย ๆ แต่พวกมันฝังตัวอยู่ในดิน กลายเป็นบันทึกทางเคมีที่ถาวรของนโยบายและเทคโนโลยีในอดีต เมื่อผู้ที่สนใจทำเกษตรในเมืองเริ่มขุดดิน พวกเขาอาจกำลังขุดค้นสิ่งตกค้างเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว Brown โต้แย้งว่าการยอมรับประวัติศาสตร์นี้คือก้าวแรกไปสู่การรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างซื่อสัตย์ แทนที่จะมองหาผืนดินที่บริสุทธิ์ผุดผ่องซึ่งแทบจะหาไม่ได้เลยในเมือง เราควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเป็นจริงของผืนดินที่พวกเขามีอยู่จริง

การจัดการกับความเป็นจริงนี้ต้องใช้ทั้งความอยากรู้อยากเห็นทางประวัติศาสตร์และการแทรกแซงทางวิทยาศาสตร์ ข้อมูลที่น่าสนใจประการหนึ่งคือ การปนเปื้อนในดินไม่ใช่คำตัดสินที่สิ้นสุดว่าดินนั้นจะใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย ผ่านเลนส์ของเคมีในดิน Brown อธิบายว่าตะกั่วและโลหะหนักอื่น ๆ สามารถบริหารจัดการได้โดยการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของดิน การรักษาดินให้มีความอุดมด้วยฟอสฟอรัสและรักษาระดับ pH ให้เป็นกลาง จะช่วยกระตุ้นปฏิกิริยาทางเคมีที่ “ล็อก” ตะกั่วให้กลายเป็นแร่ธาตุที่เสถียร ส่งผลให้สารพิษเหล่านั้นมีความสามารถในการถูกดูดซึมเข้าร่างกาย (Bioavailability) ลดลง พืชจึงดูดซึมไปใช้ได้ยากขึ้น ด้วยวิธีนี้ แนวทางการพัฒนาพื้นที่อาหารในเมืองจึงกลายเป็นเหมือนการทำงานของนักเคมีที่ใช้อินทรียวัตถุเพื่อทำให้ร่องรอยพิษจากอดีตหมดฤทธิ์ลง

นอกจากนี้ การทำปุ๋ยหมักยังมีบทบาทสองต่อในพื้นที่ปนเปื้อนของเมือง นอกจากจะเป็นการให้อาหารพืชตามปกติแล้ว ในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อน ปุ๋ยหมักยังเป็นวิธีการเจือจางสารพิษที่สำคัญ การเติมอินทรียวัตถุที่สะอาดลงไปอย่างต่อเนื่องเป็นการเพิ่มปริมาตรของดินโดยตรง ซึ่งช่วยลดความเข้มข้นของโลหะหนักลง กระบวนการนี้เป็นการสร้าง “เขตกันชน” ระหว่างประวัติศาสตร์ของพื้นที่กับสิ่งมีชีวิตที่กำลังเติบโตอยู่ในปัจจุบัน นับเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนและเป็นระบบในการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามนุษย์สามารถบรรเทาความเสียหายในอดีตได้โดยไม่ต้องโยนภาระทิ้งไป

ความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับดินยังช่วยกำหนดกลยุทธ์ในการเลือกปลูกพืชที่เหมาะสม เนื่องด้วยลักษณะทางชีวภาพ พืชแต่ละชนิดมีปฏิสัมพันธ์กับสารปนเปื้อนต่างกัน พืชประเภทให้ผล เช่น มะเขือเทศ พริก และเบอร์รี่ โดยทั่วไปจะไม่สะสมโลหะหนักไว้ในผล ทำให้ค่อนข้างปลอดภัยที่จะปลูกแม้ในดินที่ไม่สมบูรณ์นัก ในขณะที่พืชประเภทหัวที่โตในดินโดยตรง หรือผักใบเขียวที่อาจดักจับฝุ่นพิษไว้ตามใบ จำเป็นต้องมีความระมัดระวังมากกว่า ความรู้นี้ช่วยให้คนเมืองสามารถทำเกษตรในเมืองได้อย่างมั่นใจ เปลี่ยนความกลัวให้กลายเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อการบริโภคที่ปลอดภัย

นอกเหนือจากเรื่องค่า pH หรือการเลือกชนิดพืช บทความของ Brown ยังให้บทเรียนทางปรัชญาที่สำคัญต่อคนเมือง เธอวิพากษ์วิจารณ์สัญชาตญาณทั่วไปที่มักจะแก้ปัญหาดินปนเปื้อนด้วยการขุดดินออกไปทิ้งที่อื่น เพราะนั่นเป็นเพียงการย้ายปัญหาไปให้ชุมชนอื่น ซึ่งมักจะเป็นย่านที่ยากจนกว่า และเป็นการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางจริยธรรมในการอยู่ร่วมกับผลกระทบจากอดีตอุตสาหกรรมที่เรามีส่วนร่วมกันมา ในทางกลับกัน เธอสนับสนุนโมเดลการซ่อมแซม “ในพื้นที่” (In-situ repair) ซึ่งหมายถึงการยืนหยัดอยู่ในที่เดิมและพยายามเยียวยาผืนดินที่เราเหยียบอยู่

โดยสรุป การเปลี่ยนผ่านจากการมองว่าการทำเกษตรในเมืองเป็นเพียงงานอดิเรก ไปสู่การมองว่าเป็น “โครงการบูรณะพื้นที่” ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนเมืองในปัจจุบัน การพัฒนาพื้นที่อาหารในเมืองคือพื้นที่ที่ประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมโลกมาบรรจบกับวิถีชีวิตส่วนตัวในการปลูกอาหาร เมื่อเรายอมรับความซับซ้อนของพื้นที่ปนเปื้อน เราจะก้าวข้ามจากธรรมชาติในอุดมคติที่เปราะบาง ไปสู่ธรรมชาติที่ยืดหยุ่นและเกิดจากความร่วมมือ เราได้เรียนรู้ว่าแม้เราจะแก้ไขประวัติศาสตร์ที่หล่อหลอมเมืองขึ้นมาไม่ได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนผลกระทบของประวัติศาสตร์ที่มีต่ออนาคตได้ ด้วยการเป็นผู้ดูแลดินที่มีความรู้และลงมือทำอย่างจริงจัง การฟื้นฟูพื้นที่ในแง่มุมนี้จึงกลายเป็นการแสดงออกถึงความหวังอันลึกซึ้ง เป็นวิธีการเยียวยาโลกไปทีละตารางฟุต

Reference

https://katebrownhistorian.substack.com/p/my-garden-used-to-be-a-brownfield